วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566

ผลการเรียนรู้ครั้งที่11 บทที่ 7 Structured Query Language (SQL)

สรุปต่อ SQL

    12. คำสั่ง  AND, OR and NOT Operators

        อนุ WHERE ประโยคสามารถรวมกับ  AND, OR,  และ  NOT ตัวดำเนินการ

        ตัว ดำเนินการ AND และ ORใช้เพื่อกรองเรกคอร์ดตามเงื่อนไขมากกว่าหนึ่งข้อ:

ตัว AND ดำเนินการแสดงเรกคอร์ดหากเงื่อนไขทั้งหมดที่คั่นด้วย  AND  เป็น TRUE

ตัว OR ดำเนินการจะแสดงเรกคอร์ดหากเงื่อนไขใด ๆ ที่คั่นด้วย OR เป็น TRUE

        ตัวNOTดำเนินการแสดงบันทึกหากเงื่อนไขไม่เป็นความจริง

        เช่น                AND

                SELECT * FROM Customers

                WHERE Country='Germany' AND City='Berlin';




                     OR

        SELECT * FROM Customers
        WHERE City='Berlin' OR City='München';

 




              NOT 

                SELECT * FROM Customers
                WHERE NOT Country='Germany';






     13. คำสั่ง   MIN() and MAX() Functions

                      👉 MIN ส่งคืนค่าที่น้อยที่สุดของคอลัมน์ที่เลือก

                       👉 MAX ส่งคืนค่าที่ใหญ่ที่สุดของคอลัมน์ที่เลือก

        เช่น             MIN

                SELECT MIN(Price) AS SmallestPrice
                FROM Products;


                    MAX

              SELECT MAX(Price) AS LargestPrice
              FROM Products;

 

         

ผลการเรียนรู้ครั้งที่10 บทที่ 7 Structured Query Language (SQL)

 วัตถุประสงค์ของบทเรียน 

 ศึกษาเกี่ยวกับคำสั่งและฟังก์ชันการท างานพื้นฐานของ SQL 

 ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการใช้ SQL ในการดูแลรักษาข้อมูลในแง่มุมต่างๆ 

 ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการใช้ SQL ในการจัดการข้อมูลในแง่มุมต่างๆ 

 ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการใช้ SQL เพื่อทำการค้นหาข้อมูลและสารสนเทศจากฐานข้อมูล 

เนื้อหาของบทเรียน คำสั่ง SQL ที่เกี่ยวกับ data definition คำสั่ง SQL ที่เกี่ยวกับ data manipulation คิวรีในการ เรียกดูข้อมูล คำสั่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับ data definition  SELECT ตาราง เสมือนและการสร้างมุมมอง การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตารางข้อมูลในฐานข้อมูล

กิจกรรมการเรียน-การสอน 

 อธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ 

ศึกษาจากเอกสารคำสอน 

 ฝึกปฏิบัติการตามที่มอบหมาย 

ทำแบบฝึกหัดท้ายบท 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียน-การสอน 

 เอกสารคำสอน 

 เครื่องคอมพิวเตอร์ 

 เครื่องฉายภาพสไลด์ 

การวัดและประเมินผล 

การตอบคำถามระหว่างการเรียน-การสอน 

 การทำแบบทดสอบย่อยท้ายบท 

 การตรวจงานตามที่มอบหมาย

ภาษา SQL เป็นภาษาที่ใช้ส าหรับสร้างฐานข้อมูลและสร้างโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลของ ตารางข้อมูลต่างๆ ใช้ส าหรับการจัดการต่างๆกับข้อมูล อาทิเช่น การเพิ่ม ลบ และอัพเดทข้อมูล

 Data Definition Language (DDL)—จะเป็นค าสั่ง SQL ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตารางข้อมูล ดัชนี มุมมองต่างๆ และยังรวมถึงค าสั่งส าหรับการก าหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงตารางข้อมูลต่างๆ

 Data Manipulation Language (DML)—จะเป็นค าสั่ง SQL ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่ม อัพเดท ลบ และสืบค้นข้อมูลจากตารางข้อมูลในฐานข้อมูล โดยคำสั่งประเภท DML ที่เราจะทำการศึกษาในบท

คำสั่ง SQL ทั้งสองหมวดหมู่ข้างต้นจะท าการประยุกต์ใช้คำศัพท์เฉพาะไม่ถึง 100 ค าที่ซึ่งจะทำให้เรา สามารถเข้าใจได้ง่าย ค าสั่ง SQL จะสนใจเฉพาะเราต้องการจะทำอะไร

หัวใจหลักของ SQL คือ คิวรี (query) ที่ซึ่งจะครอบคลุมคำถามและการดำเนินการ

7.1 คำสั่ง SQL ที่เกี่ยวกับ data definition


7.1.1 การสร้างฐานข้อมูล
7.1.2 Database schema
7.1.3 ชนิดของข้อมูลในฐานข้อมูล

 ข้อมูลเชิงตัวเลข—จะประกอบไปด้วย 4 รูปแบบดังนี้
NUMBER(L,D)
INTEGER หรือ INT—ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลตัวเลขจำนวนเต็ม
SMALLINT—จะใช้จัดเก็บข้อมูลตัวเลขจำนวนเต็มเหมือนกัน
DECIMAL(L,D)—จะมีลักษณะคล้ายกับ NUMBER

 ข้อมูลเชิงข้อความหรือตัวอักษร—จะประกอบไปด้วย 2 รูปแบบดังนี้ 

CHAR(L)—จะใช้ในการจัดเก็บข้อมูลข้อความที่ซึ่งจะต้องกำหนดความยาวสูงสุดที่ต้องการจัดเก็บ VARCHAR(L) หรือ VARCHAR2(L)—จะเป็นรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลตัวอักษรที่มีความ ยืดหยุ่นตามความยาวของข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ

ข้อมูลวันที่—จะถูกก าหนดด้วยการใช้รูปแบบ DATE ที่ซึ่งจะจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบ Julian date ที่ ซึ่งจะมีการจัดเก็บข้อมูลเป็น YYDDD 

จะถูกจัดเก็บในรูปแบบ 15032 ที่ซึ่ง 2 หลักแรกจะหมายถึงสองหลักท้ายของปี ส่วน 3 หลักสุดท้ายจะหมายถึงลำดับวันที่ใน ปี หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง 31 ธันวาคม 2014 จะถูกจัดเก็บข้อมูลเป็น 14365 ตามลำดับ

7.1.4 การกำหนดโครงสร้างของตารางข้อมูล

7.1.5 การกำหนดเงื่อนไข

นอกเหนือจากคำสั่ง PRIMARY KEY และ FOREIGN KEY ที่ใช้กำหนด primary key และ foreign key ในตารางข้อมูลแล้ว เรายังสามารถใช้ค าสั่งอื่นๆเพื่อกำหนดเงื่อนไขต่างๆให้กับตารางข้อมูลได้ดังนี้ 

คำสั่ง NOT NULL—จะเป็นคำสั่งที่ทำให้แน่ใจได้ว่าแอทริบิวหนึ่งๆจะไม่มีค่า NULL ปรากฏเลย 

 คำสั่ง UNIQUE—จะเป็นคำสั่งที่ทำให้แน่ใจได้ว่าค่าของข้อมูลที่ปรากฏในแอทริบิวหนึ่งๆจะมีความ เป็นเอกลักษณ์ (ไม่มีค่าซ้ ากัน) 

คำสั่ง DEFAULT—จะเป็นคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดค่าโดยปริยาย ที่ซึ่ง RDBMS จะดำเนินการ กำหนดค่าปริยายในแอทริบิวหนึ่งๆ เมื่อผู้ใช้ฐานข้อมูลไม่ทำการกรอกข้อมูลให้กับแอทริบิวนั้นๆ 

คำสั่ง CHECK—จะเป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับตรวจสอบค่าของข้อมูลที่ปรากฏในแอทริบิวหนึ่งๆในขณะที่ ข้อมูลถูกเพิ่มในตารางข้อมูล ตัวอย่างเช่น ค่าของข้อมูลที่ปรากฏในแอทริบิวจะต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 10 



ผลการเรียนรู้ครั้งที่9 การพัฒนาฐานข้อมูล

 4. วงจรชีวิตของการพัฒนาระบบฐานข้อมูล

  4.1 การศึกษาเบื้องต้นเพื่อจัดทำฐานข้อมูล (Database Initial Study) เป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาระบบฐานข้อมูล

  4.2 การออกแบบฐานข้อมูล (Database Design) เป็นขั้นตอนที่นำ รายละเอียดที่ได้จากการวิเคราะห์ในขั้นตอนแรกมากำหนดเป็นแนวทาง ในการออกแบบฐานข้อมูล

3 ระดับ คือ การออกแบบ 

ฐานข้อมูลในระดับแนวคิด (Conceptual Database Design)

 การออกแบบ ฐานข้อมูลในเชิงตรรกะ (Logical Database Design)

ฐานข้อมูลในระดับกายภาพ (PhysicalDatabaseDesign)

4.3 การจัดทำและนำข้อมูลเข้าฐานข้อมูล (Implementation and Loading) 

เป็นขั้นตอนที่นำเอาโครงร่างต่างๆ ของระบบฐานข้อมูลที่ได้จาก การออกแบบทั้ง 3 ระดับ 

(ในระดับแนวคิด ในเชิงตรรกะ และในระดับ กายภาพ) มาสร้างเป็นฐานข้อมูลที่จะใช้เก็บข้อมูลจริง

การสร้างตารางในฐานข้อมูลเป็นขั้นตอนที่ผู้ออกแบบและพัฒนาระบบ ฐานข้อมูลต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากตารางที่ได้รับการออกแบบ ไว้ดีจะสามารถนำข้อมูลจากตารางนั้นไปทำประโยชน์ได้มากมาย เช่น การทำแบบสอบถาม (Query) การจัดทำรายงาน (Report) เป็นต้น

และการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล จะต้องจัดเก็บในส่วนที่เล็กที่สุด ตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากร ไม่ควรจัดเก็บชื่อ - สกุลไว้ในที่เดียวกัน แต่ควร จัดเก็บแยกเป็นคำนำหน้า ชื่อตัว และชื่อสกุล


4.4 การทดสอบและประเมินผล (Testing and Evaluation) เป็น ขั้นตอนในการทดสอบระบบเพื่อหาข้อผิดพลาดต่างๆ
4.5 การนำฐานข้อมูลไปใช้งา น (Operation) เป็นขั้นตอนที่นำเอาระบบ ฐานข้อมูลที่พัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วไปใช้งาน จริง
  4.6 การบำรุงรักษาฐานข้อมูล (Maintenance and Evolution) เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานระบบฐานข้อมูลจริง เพื่อบำรุงรักษา ให้ระบบฐานข้อมูลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

5. การติดตามและควบคุมการใช้งานฐานข้อมูล
  5.1 การตรวจสอบเบื้องต้น
5.2 การติดตามและตรวจสอบการใช้งานฐานข้อมูล
5.3 การควบคุมการใช้งานฐานข้อมูล


ผลการเรียนรู้ครั้งที่8 การพัฒนาฐานข้อมูล

  2. บุคลากรในการออกแบบฐานข้อมูล

ในการออกแบบฐานข้อมูล แต่ละองค์กรจะกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบ ทำหน้าที่ในการออกแบบฐานข้อมูล โดยจำนวนบุคลากรที่ทำหน้าที่ดังกล่าว จะแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน ขอบข่ายของ ระบบงาน และขนาดขององค์กร 

  2.1 ผู้บริหารฐานข้อมูล (Data Base Administrator: DBA) และ ผู้บริหารข้อมูล (Data Administrator: DA) ผู้บริหารฐานข้อมูลทำหน้าที่ ในการบริหารจัดการ/ควบคุม/กำหนดนโยบาย มาตรการ และมาตรฐาน ของระบบฐานข้อมูลทั้งหมดภายในองค์กร

    2.2 นักวิเคราะห์ระบบ (Systems Analysts) และนักเขียนโปรแกรม (Programmer) นักวิเคราะห์ระบบมีหน้าที่รับผิดชอบในการวิเคราะห์และ ออกแบบระบบฐานข้อมูล 

    2.3 ผู้ใช้(End User) เป็นบุคคลที่ใช้ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูล ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของระบบฐานข้อมูล คือ การตอบสนองความต้องการ ในการใช้งานของผู้ใช้

3. ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล

3.1 การออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิด (Conceptual Database Design) การออกแบบฐานข้อมูลในระดับนี้ เป็นการกำหนดโครงร่าง (Schema) 

  3.2 การออกแบบฐานข้อมูลในเชิงตรรกะ (Logical Database Design) การออกแบบฐานข้อมูลในระดับนี้ เป็นระดับที่ต่อเนื่องมาจาก การออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิดข้อมูลของฐานข้อมูลที่จะนำไปใช้งานว่าเป็นโครงสร้างแบบลำดับชั้น (Hierarchical) แบบเครือข่าย (Network) แบบเชิงสัมพันธ์ (Relational) หรือแบบเชิงวัตถุ(Object Oriented) ตัวอย่างเช่น 

 ข้อมูลที่ 1 กำหนดให้เป็นข้อมูล (Entity) ประกอบด้วย รหัสประจำตัวข้าราชการ ชื่อข้าราชการ ที่อยู่ข้าราชการ

ข้อมูลที่ 2 ข้อมูลของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย ประกอบด้วย รหัสหน่วยงาน

ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูลในเชิงตรรกะนี้จะเน้นความสำคัญ ในส่วนของการจัดกลุ่มข้อมูลโดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน ด้วยวิธีการทำให้ เป็นรูปแบบที่เป็นบรรทัดฐาน

- รหัสประจำตัวข้าราชการ ไม่สามารถกำหนดเป็นหน่วยย่อย ได้อีกแล้ว 

 - ชื่อข้าราชการ กำหนดเป็นหน่วยย่อย คือ คำนำหน้า ชื่อตัว ชื่อสกุล 

 - ที่อยู่ข้าราชการ กำหนดเป็นหน่วยย่อย คือ บ้านเลขที่ หมู่บ้าน ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด รหัสไปรษณีย์เป็นต้น

3.3 การออกแบบฐานข้อมูลในระดับกายภาพ (Physical Database Design) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบฐานข้อมูล โดยจะกำหนด ข้อมูลที่จะจัดเก็บลงฐานข้อมูลจริง

ผลการเรียนรู้ครั้งที่7 การพัฒนาฐานข้อมูล

 

 การพัฒนาฐานข้อมูล

  การดำเนินการการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยจึงมีพันธกิจ (Mission) ที่สนับสนุน การดำเนินการให้บรรลุเป้าประสงค์(Goal) ที่ตั้งไวปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาระบบงาน คือ การได้มาซึ่งข้อมูล ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว โดยใช้ระบบสารสนเทศ (Information System) เป็นเครื่องมือในการแปลงข้อมูล (Data) ให้อยู่ในรูปของสารสนเทศ (Information) ที่พร้อมใช้งานได้ทันที

 1. ขั้นตอนการพัฒนาระบบงาน การพัฒนาระบบงานโดยทั่วไป
 มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
 1.1 วางแผนงาน/โครงการ

1.2 กำหนดขอบเขตการดำเนินการ
1.3 การรวบรวมและวิเคราะห์ความต้องการ
1.4 การออกแบบ (Design)
   1.4.1 การออกแบบจากล่างขึ้นบน 
   1.4.2 การออกแบบฐานข้อมูลจากบนลงล่าง

 1.5 การทดสอบระบบ และนำระบบไปใช้งาน
   1.5.1 การทดสอบแต่ละส่วน
   1.5.2 การทดสอบระบบทั้งระบบ
   1.5.3 การทดสอบเพื่อการยอมรับระบบ 
  1.6 การบำรุงรักษา


ผลการเรียนรู้ครั้งที่6 บทที่ 4 การสร้างแบบจําลองความสัมพันธ์ของข้อมูล

 





1. One to One >> 1:1 ในความสัมพันธ์แบบ หนึ่งต่อหนึ่ง ระเบียนในตาราง จะเชื่อมโยงกับหนึ่งระเบียนเดียวในตารางอื่น
2. One to Many >> 1:M ในความสัมพันธ์แบบ หนึ่งต่อกลุ่ม หนึ่งระเบียนหรือหนึ่ง เรคอร์ดในตารางสามารถเชื่อมโยงกับหนึ่งเรคคอร์ดหรือมากกว่าหนึ่ง เรคอร์ดในตารางอื่นได้
3. Many to One >> M:1 ความสัมพันธNแบบ กลุ่มต่อหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อหลาย ระเบียนในตารางเชื่อมโยงกับหลายระเบียนในตารางอื่น
4. Many to Many >> M:Mความสัมพันธ์แบบ กลุ่มต่อกลุ่ม เกิดขึ้นเมื่อหลาย ระเบียนในตารางเชื่อมโยงกับหลายระเบียนในตารางอื่น 
Multivalued Attribute คือแอตทริบิวต์ที่สามารถมีหลายค่าได้ Relationship หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นทิตี้ ความสัมพันธ์แบบ Unary เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นทิตี้เดียว หรือความสัมพันธ์แบบรีเคอร์ชีพ ความสัมพันธ์แบบ Binary เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองเอ็นทิตี้ ความสัมพันธ์แบบ Ternay เป็นความสัมพันธ์ที่มีเอ็นทิตี้เข้ามาเกี่ยวข้อง 3 เอ็นทิตี้ด้วยกัน ข้อบังคับ (Constraints) เป็นกระบวนการนําความสัมพันธ์และกฎเกณฑ์ทางธุรกิจมาบังคับใช้เพื่อเป็นเงื่อนไขการจัดเก็บข้อมูลใน ฐานให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและถูกต้อง

ผลการเรียนรู้ครั้งที่5 บทที่ 4 การสร้างแบบจําลองความสัมพันธ์ของข้อมูล


 เรื่องการสร้างแบบจําลองความสัมพันธ์ของข้อมูล 

ส่วนประกอบของแผนภาพความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล

ส่วนประกอบของแผนภาพความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล



 เอนทิตี คือวัตถุหรือส่วนประกอบของข้อมู ล เอนทิ ตีถูกแสดงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในแผนภาพ E-R ตัวอย่างเช่นในแผนภาพ E-R ตัวอย่างต่อไปนี้มีสองเอนทิตี ได้แก่ นักศึกษา และ วิทยาลัย และทั้งสองเอนทิตีมีความสัมพันธ์ แบบ หลายหรือกลุ่มต่อหนึ่ง เนื่องจากนักเรียนจํานวนมาก เรียนในวิทยาลัยเดียว เราจะอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ในภายหลัง


2. Composite attribute: attribute ที่เป็นการรวมกันของ attribute อื่น ๆ เรียกว่า Composite attribute
3. Multivalued attribute: attribute ที่สามารถเก็บคำได้หลายคำาเรียกว่า attribute หลายคำ 
4. Derived attribute: attribute ที่ได้รับคือคำหนึ่งที่มีคำเป็นแบบไดนามิก และได้มาจาก attribute อื่น









วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566

ผลการเรียนรู้ครั้งที่4 บทที่ 3 การออกแบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ



รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 1 
 จะเป็นกระบวนการในการปรับตารางข้อมูลของผู้ใช้งาน ให้อยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 1 ซึ่ง Relation  จะอยู่ใน รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่1 ก็ต่อเมื่อ ค่าของ Attribute ต่าง ๆ ในแต่ละ Tuple จะต้องมีค่าของข้อมูล เพียงค่าเดียว
ขั้นตอนการทําให้เป็ นบรรทัดฐาน 1NF 
หลักการแปลงเป็น 1NF
 1. หากพบว่ามีกลุ่มข้อมูลซํ ้า ให้แยกข้อมูลออกให้เป็นเอกเทศเป็นแต่ละ Tuple 
2. กําหนดคีย์หลักให้กับ Relation

การทําให้เป็นบรรทัดฐานระดับที่2

Relation ใด ๆ จะอยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 2 ก็ต่อเมื่อ Relation อยู่ใน รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 1 และ Attribute ทุกตัวที่ไม่ได้เป็นคีย์หลัก จะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างค่า ของ Attribute แบบฟังก์ชั่นกับคีย์หลัก (FullyFunctional Dependency)                                                              
หลักการแปลงเป็ น 2NF
 1. หากมีRelation ใดที่มีAttribute มีการขึ้นต่อกันกับบางส่วนของคีย์หลัก ให้ตัด Attribute ดังกล่าวออกไป ไว้ใน Relation ใหม่ และใน Relation เดิมให้คง Attribute ที่ขึ้นกับทุกส่วนของคีย์หลักไว้
 2. สร้าง Relation ใหม่ โดยดึง Attribute ขึ้นกับบางส่วนของคีย์หลัก และกําหนดคีย์หลักของ Relation จาก Attribute 

รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 3

  จะอยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 3 ก็ต่อเมื่อ Relation นั้น ๆ อยู่ใน รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 2 และ Attribute ที่ไม่ได้เป็นคีย์หลักไม่มีคุณสมบัติในการกําหนดค่าของ Attribute อื่นที่ไม่ใช่คีย์หลัก
หลักการแปลงเป็ น 3NF 
1. หากใน Relation มีการขึ้นต่อกันแบบ Transitive ให้ตัดเอา Attribute ที่ขึ้นต่อกัน แบบ Transitive อกไปสร้าง Relation ใหม่ 
2. สร้าง Relation ใหม่ โดยนําเอา Attribute ที่ขึ ้นต่อกันแบบ Transitive จาก Relation เดิมมา และกําหนดคีย์ หลักโดยเลือกเอา Attribute ที่สามารถกําหนดค่าของ Attribute อื่น ๆ ได้ 
3. ใน Relation เดิมให้คง Attribute ที่สามารถเลือกค่า Attribute ที่ไม่ใช่คีย์หลักไว้เป็น คีย์นอก (Foreign key) เพื่อใช้ในการเชื่อมโยงกับ Relation ใหม่

      รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 4 
ก็ต่อเมื่อ Relation นั ้น ๆ อยู่ในรูปแบบ BCNF และเป็น Relation ที่ไม่มีความสัมพันธ์ในการระบุค่าของ Relation แบบหลายค่าโดยที่ Relation ที่ถูกระบุค่าหลายค่าเหล่านี ้ไม่มีความสัมพันธ์กัน Relation ที่อยู่ในรูปแบบ BCNF จะอยู่ในรูปแบบบรรทัด ฐานระดับที่ 3 แต่ Relation ที่อยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 3 ไม่จําเป็นจะต้องอยู่ในรูปแบบ BCNF ดังนั ้น Relation ที่ควรต้องผ่านการทําให้อยู่ในรูปแบบ BCNF

รูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 5 
 จะอยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 5 หรือที่เรียกว่า Project-Join Normal Form (PJ/NF) ก็ต่อเมื่อ Relation นั้นอยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่ 4 และไม่มี Symmetric Constraint กล่าวคือหากมีการแตก Relation ออกเป็น Relation ย่อย (Projection) และเมื่อทําการเชื่อมโยง Relation ย่อยทั ้งหมด (Join) จะไม่ก่อให้เกิดข้อมูลใหม่ที่ไม่เหมือน Relation เดิม





































ผลการเรียนรู้ครั้งที่16

  ความคืบหน้าของโครงงาน ครั้งที่ 2