วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ผลการเรียนรู้ครั้งที่2 บทที่2 เรื่องสถาปัตยกรรมระบบฐานข้อมูล

 สรุปผลการเรียนรู้ครั้งที่2

สถาปัตยกรรมระบบฐานข้อมูล 

สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี้จะถูก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ด้วยกัน

- ระดับความคิด (Conceptual Level ผู้ออกแบบฐานข้อมูล ใช้วิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศและออกแบบฐานข้อมูล ให้ครบถ้วน ทั้งตาราง ฟิลด์ และความสัมพันธ์ของตาราง

-ระดับภายนอก (External Level) ระดับการมองหรือวิว (View) ของข้อมูลภายใน ฐานข้อมูลสำหรับการใช้ งานแต่ละคน

-ระดับภายใน (Internal Level) จัดเก็บฐานข้อมูลไว้ใน หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จริง

รูปที่ 1แสดงสถาปัตยกรรม 3 ระดับของระบบฐานข้อมูล


รูปที่ 1 แสดงตัวอย่างของสถาปัตยกรรม 3 ระดับ ในระดับความคิดเป็นนิยามโครงสร้าง ฐานข้อมูลระบบทะเบียนนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วยตารางต่าง ๆ เช่น ตารางการลงทะเบียนตารางการลงทะเบียนจะมีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย เขตข้อมูล ปีการศึกษา (EN_YEAR) เทอม(EN_TERM) รหัสวิชาสำหรับ ตารางวิชา จะประกอบด้วยเขตข้อมูล รหัสวิชา (SUB_ID) ชื่อวิชา(SUB_NAME) จำนวนหน่วยกิต(SUB_UNIT) ซึ่งมีการกำหนดประเภทข้อมูล และขนาดตามตัวอย่างในรูปใน ระดับภายนอก จะเป็นการน าข้อมูลในระดับความคิดไปใช้งาน จากรูปที่ 1 จะแสดง ตัวอย่าง หน้าจอของผู้ใช้แต่ละคน

แบบจำลองฐานข้อมูล 3 แบบจำลอง

 จำลองลำดับชั้นมาจากโครงสร้างต้นไม้ Hierarchical Model

จำลองเครือข่าย มาจากทฤษฎีเซต Network Model 

 าลองเชิงสัมพันธ์ มาจากพีชคณิตเชิงสัมพันธ์ Relational Model

แบบลำดับ



แบบเครือข่าย

ข้อมูลในฐานข้อมูลแบบนี้สามารถมีความสัมพันธ์กับแบบใดก็ได้ เช่น อาจเป็นแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หนึ่งต่อกลุ่ม หรือกลุ่มต่อกลุ่ม ตัวอย่างของฐานข้อมูลแบบนี้เช่น การสั่งซื้อสินค้าจากร้านผู้ผลิตสินค้า และการน าสินค้าไปเก็บในคลังสินค้า


แบบเชิงสัมพันธ์ 

ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน สามารถใช้งานได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกระดับตั้งแต่ไมโครคอมพิวเตอร์ จนถึงเมนเฟรมคอมพิวเตอร์



รูปที่ 6 แสดงโครงสร้างรีเลชั่น (Relations)




Relational Model 


List of Relational Database Management Software: RDBMS 


สรุปด้วยแผนที่ความคดิข้อดแีละข้อจำกัด

พัฒนาการของบันทึกจัดเก็บข้อมูลเริ่มต้นจากจัดเก็บแบบแฟ้มลำดับ (Sequential file) ก่อนจะมีการพัฒนาแบบจำลองฐานข้อมูล (Database) แบบต่าง ๆ ขึ้น ได้แก่ แบบจำลองลำดับชั้น (Hierarchical models), แบบจำลองเครือข่าย (Network models) และแบบจำลองเชิงสัมพันธ์ (Relational models) ซึ่งแต่ละแบบจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผลการเรียนรู้ครั้งที่16

  ความคืบหน้าของโครงงาน ครั้งที่ 2